Contact us

111/75 ซ.โพธิ์แก้วแยก 15

แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. 10240

Tel: 02-949-7331, 094-623-2641

  • logo b
  • Peru & Mexico Center
  • Let's Go Indo & India
  • America Center by คนไทย

© 2018 by Bless Wish Travel Intertrade Co.,Ltd.

Mandalay LovE มัณฑะเลย์ อังวะ มิงกุน สกายน์ 3D2N BY PG AUG - DEC 19

SKU: WSBW130802

มัณฑะเลย์-เมืองอังวะ-วิหารมหาอ่องมเยบองซาน-ผ่านชมหอคอยอังวะ-วัดบากะยา - สะพานไม้อูเป็ง-วัดมหากันดายงค์-พระราชวังไม้สักชเวนานดอว์-มิงกุน-ล่องเรือแม่น้ำอิระวดี-เจดีย์มิงกุน-ระฆังมิงกุน-เจดีย์ชินพิวมิน-วัดกุโสดอ - เมืองสกายน์-เจดีย์อูมินทงแส่-วัดขุนอูพอนยาชิน-เจดีย์กองมูดอว์


ระยะเวลาท่องเที่ยว : 3 วัน 2 คืน
กำหนดการเดินทาง : ส.ค. - ธ.ค. 62
ราคาเริ่มต้น  12,999  บาท

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติมPDF

  • วันแรกกรุงเทพฯ-มัณฑะเลย์-เมืองอังวะ-วิหารมหาอ่องมเยบองซาน-ผ่านชมหอคอยอังวะ-วัดบากะยา

    • 09.30 น.พร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 เข้าประตู 4เคาน์เตอร์Fสายการบินบางกอกแอร์เวย์โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยอำนวยความสะดวก
    • ทุกท่านสามารถพักผ่อนก่อนขึ้นเครื่อง ได้ที่ห้องรับรองผู้โดยสาร Boutique Lounge
    • 11.55 น.บินตรงสู่เมืองมัณฑะเลย์ โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์เที่ยวบินที่ PG 709(บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
    • 13.20น.เดินทางถึงสนามบินมันฑะเลย์ หลังจากผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว(เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 30 นาที)
    • จากนั้นนำท่านนั่งเรือข้ามฟากไปเมืองอังวะ ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของพม่าถึง 5 ครั้ง ในช่วง 360 ปีระหว่าง ค.ศ. 1365 ถึง ค.ศ. 1842 ทั้งในสมัยราชวงศ์อังวะ ราชวงศ์ตองอู และราชวงศ์อลองพญา เมืองอังวะมีทำเลที่ตั้งเป็นเมืองเกาะคล้ายกรุงศรีอยุธยาในหน้าน้ำจะเข้าถึงอังวะได้ทางเดียวคือทางเรือ
    • นำทุกท่านนั่งรถม้า เพื่อท่องเที่ยวชมความสวยงามของเมืองอังวะ
    • นำท่านชมวิหารมหาอ่องมเยบองซาน หรือเมห์นูอ๊อกคยัง อันมาจากชื่อของพระนางเมห์นู มเหสีของพระเจ้าพะคยีดอว์ ผู้เป็นยายของพระนางศุภยลัต พระราชินีองค์สุดท้ายของพม่า ส่วน ‘อ๊อกคยัง’ หมายถึงวัดที่สร้างด้วยปูน วัดใหญ่แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยปูนตามแบบโครงสร้างไม้ดั้งเดิมที่พังทลายลงในในช่วงแผ่นดินไหวในปี พ.ศ.2381 โครงสร้างดั้งเดิมนั้นว่ากันว่าสวยอลังการมาก มีหอสวดมนต์ที่มีหลังคาซ้อนสูงมากมายถึง 7 ชั้นเคยเสียหายหนักเมื่อตอนแผ่นดินไหว แต่พระนางชินพยูมะสินพระธิดาของพระนางเมห์นู โปรดให้บูรณะขึ้นมาใหม่ภายหลัง
    • ผ่านชมหอคอยเมืองอังวะ สร้างขึ้นเพื่อใช้สังเกตุการณ์ข้าศึก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1822 หอนี้เกิดการเอียงตัว หรือทรุดตัว หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1838 หลังจากนั้นได้รับการบูรณะใหม่ แต่ในปัจจุบันไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบนหอคอย
    • จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่วัดบากะยา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2386 ในสมัยพระเจ้าพะคยีดอว์ หรือ ‘พระเจ้าจักกายเมง’ กษัตริย์องค์ที่ 7 ของราชวงศ์คองบองอยู่นอกกรุงอังวะทางทิศใต้ แกะสลักจากไม้สักทั้งหลัง ภายในวัดนี้มีเสามากถึง 267 ต้น ยอดหลังคามีหลายชั้น ฝีมือและลวดลายการสลักไม้ในวัดบากายานี้ถือว่าล้ำค่ามากเมื่อเทียบกับวัดอื่นๆในพม่า ซึ่งเป็นงานแกะสลักแบบสกุลช่างอยุธยา สังเกตุได้จาก ‘ครุฑยุดนาค’ ที่มีพลังเหมือนจะกระโจนบิน สันนิษฐานว่าชาวอังวะปัจจุบันคือกลุ่มคนสยามที่ถูกกวาดต้อนมาตอนกรุงศรีอยุธยาแตกพ่าย ชาวพม่าเรียกคนอยุธยากลุ่มนี้ว่า ชาวโยเดีย วัดแห่งนี้ยังไม่ได้รับการบูรณะดังนั้นหากใครอยากเห็นวัดไม้ขนาดใหญ่ฝีมือดั้งเดิมก็ไม่ควรพลาด ได้เวลาอันสมควรนำท่านนั่งเรือข้ามฟากกลับเมืองมัณฑะเลย์

    ค่ำรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคาร

    • พักที่ MANDALAY SHWE PHYU HOTELหรือเทียบเท่า 3*

    วันที่สองมัณฑะเลย์-สะพานไม้อูเป็ง-วัดมหากันดายงค์-พระราชวังไม้สักชเวนานดอว์-มิงกุน-ล่องเรือแม่น้ำอิระวดี-เจดีย์มิงกุน-ระฆังมิงกุน-เจดีย์ชินพิวมิน-วัดกุโสดอ-มัณฑะเลย์ฮิลล์

    เช้ารับประทานอาหาร ณ โรงแรมที่พัก

    • นำท่านเดินทางสู่เมืองอมรปุระ เมืองแห่งผู้เป็นอมตะที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นราชธานีแห่งหนึ่งของพม่าเพียง 76 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ในปี พ.ศ. 2400นำท่านชมสะพานอูเป็ง สร้างขึ้นจากไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวกว่า 1,200 เมตร ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมานทางตอนใต้ของเมืองอมรปุระ มุ่งตรงไปสู่เจดีย์เจ๊าต่อจีอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ พระเจ้าปุดงโปรดฯ ให้ขุนนางนามว่าอูเป็งเป็นแม่ทัพนายกองงานสร้างสะพานแห่งนี้โดยใช้ไม้สักที่รื้อจากพระราชวังเก่าแห่งกรุงอังวะ จำนวน 1,208ต้น ที่สร้างไว้เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว 
    • นำท่านเดินทางสู่วัดมหากันดายงค์ ให้ทุกท่านได้ทำบุญถวานปัจจัย และตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 1,400 รูป ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของพม่าที่เมืองอมรปุระ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบตองตะมาน ใกล้สะพานอูเป็ง และเป็นวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดของพม่า มีภิกษุและสามเณรมาศึกษาเล่าเรียนทางธรรมกว่าพันรูป และมีพระภิกษุจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ มาบวชเรียนด้วย ซึ่งในช่วงเพลาจะมีภิกษุสงฆ์นับร้อยรูปเดินเรียงแถวด้วยอาการสำรวมเพื่อรับบาตร
    • และนำท่านเที่ยวชมวัดชเวนันตอ(Shwenuntow Temple)เคยตั้งอยู่ในเขตพระราชวังหลวง สร้างขึ้นในของสมัยพระเจ้ามินดงด้วยไม้สักทองชั้นดี แกะสลักศิลปะช่างมัณฑะเลย์แบบเก่าที่มีเอกลักษณ์หลังคาทรงปราสาท 5 ชั้น พร้อมปิดทองสุกสว่างทั้งหลัง แต่ต่อมาได้ถูกยกให้เป็นสำนักสงฆ์ แม้ว่าสีเหลืองอร่ามของทองคำจะจืดจางลงไปตามกาลเวลา แต่ภายในตัววัดด้านในก็ยังปรากฏสีทองสุกสว่างให้ได้ชม นอกจากนั้นวัดแห่งนี้ยังถือเป็นพระราชวังเก่าของพม่าที่มีลักษณะสมบูรณ์สวยงามที่สุดอีกด้วย หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ พระเจ้าตี่ป่อก็ได้โปรดให้ทรงย้ายมาตั้งไว้ยังที่ปัจจุบัน และยังเคยเป็นที่ประทับนั่งสมาธิของพระเจ้ามินดงพระราชบิดาของพระเจ้าตี่ป่อ และสิ้นพระชนม์ชีพที่วิหารแห่งนี้

    เที่ยงรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคาร เมนูพิเศษ...กุ้งเผา

    • นำท่านล่องเรือแม่น้ำอิระวดีสู่เมืองมิงกุน ระหว่างทางจะได้เห็นหมู่บ้านอิระวดีที่มีลักษณะเป็น “กึ่งบ้านกึ่งแพ” เนื่องจากระดับน้ำอิรวดีในแต่ละฤดูกาลจะมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะฤดูน้ำหลาก ระดับน้ำจะขึ้นสูงกว่าฤดูแล้วกว่า 10 เมตร ชาวพม่าจึงนิยมสร้างบ้านกึ่งแพ คือถ้าน้ำขึ้นสูงก็ร่วมแรงกันยกบ้านขึ้นที่ดอน ครั้นน้ำลงมากก็ยกบ้านมาตั้งใกล้น้ำ เพื่อความสะดวกสบายในการใช้แม่น้ำในชีวิตประจำวัน
    • นำท่านชมเจดีย์มิงกุนร่องรอยแห่งความทะเยอทะยานของพระเจ้าปดุง ด้วยภายหลังทรงเคลื่อนทัพไปตียะไข่ แล้วสามารถชะลอพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ เป็นผลสำเร็จ จึงทรงฮึกเหิมที่จะกระทำการใหญ่ขึ้นและยากขึ้น ด้วยการทำสงครามแผ่ขยายไปรอบด้าน พร้อมกับเกณฑ์แรงงานข้าทาสจำนวนมากก่อสร้างเจดีย์มิงกุนหรือเจดีย์จักรพรรดิ เพื่อประดิษฐานพระทันตธาตุที่ได้จากพระเจ้ากรุงจีนโดยทรงมุ่งหวังให้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ามหาเจดีย์ในสมัยพุกาม และใหญ่โตโอฬารยิ่งกว่าพระปฐมเจดีย์ในสยาม ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ข้าทาสชาวยะไข่หรืออาระกันจำนวน 50,000 คนหลบหนีการขดขี่แรงงานไปอยู่ในเขตเบงกอล เป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ แล้วทำการซ่องสุมกำลังเป็นกองโจรลอบโจมตีกองทัพพม่าอยู่เนืองๆโดยพม่ากล่าวหาว่าอังกฤษหนุนหลังกลายเป็นฉนวนให้เกิดสงครามอังกฤษ-พม่าอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พม่าเสียเมืองในที่สุดอย่างไรก็ตามงานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไปได้เพียง 7 ปี พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคต ภายหลังทรงพ่ายแพ้ไทยในสงครามเก้าทัพ มหาเจดีย์อันยิ่งใหญ่ในพระราชหฤทัยของพระองค์จึงปรากฏเพียงแค่ฐาน ทว่าใหญ่โตมหึมาดั่งภูเขาอิฐที่มีความมั่นคงถึง 50 เมตร ซึ่งหากสร้างเสร็จตามแผนจะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก เพราะสูงถึง 152 เมตร ส่วนรอยแตกร้าวตรงกลางฐานเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 
    • และไม่ไกลจากฐานเจดีย์มิงกุนคือระฆังมิงกุน ที่พระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างโดยสำเร็จ เพื่ออุทิศทวายแด่มหาเจดีย์มิงกุน จึงต้องมีขนาดใหญ่คู่ควรกัน คือเป็นระฆังยักษ์ที่มีเส้นรอบวงถึง 10 เมตร สูง 3.70 เมตร น้ำหนัก 87 ตัน เล่าขานกันว่า พระเจ้าปดุงทรงไม่ต้องการให้มีใครสร้างระฆังเลียนแบบ จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตนายช่างทันทีที่สร้างเสร็จ ปัจจุบันถือเป็นระฆังยักษ์ที่มีขนาดเล็กกว่าระฆังแห่งหนึ่งแห่งพระราชวังเครมลินในกรุงมอสโกเพียงใบเดียวทว่าระฆังเครมลินแตกร้าวไปแล้ว ชาวพม่าจึงภาคภูมิใจว่าระฆังมิงกุนเป็นระฆังยักษ์ที่ยังคงส่งเสียงก้องกังวาน ทั้งนี้เคยมีการทดสอบความกว้างใหญ่ของระฆังใบนี้ โดยให้เด็กตัวเล็กๆไปยืนรวมกันอยู่ใต้ระฆังได้ถึง 100 คน
    • และนำท่านชมเจดีย์ชินพิวมิน (เมียะเต็งดาน)ประดิษฐานอยู่เหนือระฆังมิงกุนไม่ไกล ได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่สวยสง่ามากแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาในพระเจ้าปดุง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่พระองค์มีต่อพระมหาเทวีชินพิวมิน ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร จึงได้รับสมญานามว่า “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มอิรวดี”เจดีย์องค์นี้เป็นพุทธศิลป์ที่สร้างขึ้นด้วยหลักภูมิจักรวาลคือมีองค์เจดีย์สถิตอยู่ตรงกลาง ณ ยอดเขาพระสุเมรุ อันเชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางและโลกและจักรวาล ล้อมรอบด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ สมควรแก่เวลาล่องเรือกลับตามเส้นทางเดิม
    • นำท่านชมวัดกุโสดอ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครั้งที่ 5 มีแผ่นศิลาจารึกพระไตรปิฎกทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์ และหนังสือกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ว่าเป็นพระไตรปิฎกที่ใหญ่ที่สุดในโลก 
    • และเดินทางสู่ยอดเขามัณฑะเลย์Mandalay Hillตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง มีความสูง 240 เมตรด้วยเพราะเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งลูกที่เต็มไปด้วยรูปปั้นพระพุทธรูปต่างๆ มีให้เห็นกันตั้งแต่เชิงเขาไปจนถึงบนยอด ไม่ว่าจะเป็นวิหารบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วิหารซูตองพญาบนยอดเขา พระพุทธรูปชเวยัตดอร์ปิดทองขนาดใหญ่นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ เจดีย์ซูตองพญา ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาได้อีกด้วย รอบๆวิหารยังมีระเบียงให้ได้ยืนชมทัศนียภาพของเมืองมัณฑะเลย์ มองเห็นทั้งแม่น้ำอิรวดี พระบรมมหาราชวัง รวมถึงวัดกุโสดอว์ และด้วยความที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้ตรงนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของมัณฑะเลย์

    ค่ำรับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

    • พักที่ MANDALAY SHWE PHYU HOTELหรือเทียบเท่า 3*

    วันที่สามวัดพระมหามัยมุนี-พระราชวังมัณฑะเลย์-เมืองสกายน์-เจดีย์อูมินทงแส่-วัดขุนอูพอนยาชิน-เจดีย์กองมูดอว์-มัณฑะเลย์-กรุงเทพฯ

    • 04.00 น.นำท่านเดินทางสู่วัดมหามัยมุนี (Mahamaimuni Temple)ซึ่งแปลว่าวัดปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี และกราบนมัสการพระมหามัยมุนี ***สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 5 แห่งของพม่า*** แจกฟรี...ผ้าเช็ดหน้าพร้อมน้ำล้างพระพักตร์สำหรับทุกท่าน 
    • วัดมหามัยมุนีอยู่ห่างจากใจกลางเมืองลงมาทางใต้ราว 3 กิโลเมตร สร้างขึ้นในปี 1784 โดยพระเจ้าโบ่ต่อพญา เล่ากันว่าถือเป็นต้นแบบพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ ทรงเครื่องกษัตริย์ที่ได้รับการขนานนามว่า “พระพุทธรูปทองคำเนื้อนิ่ม”ที่พระเจ้ากรุงยะไข่ทรงหล่อขึ้นที่เมืองธรรมวดี เมื่อปี พ.ศ.689 สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หุ้มด้วยทองคำเปลวหนา 2 นิ้ว ทรงเครื่องประดับทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 9 ฟุต ในปี พ.ศ.2327 พระเจ้าปดุงได้สร้างวัดมหามุนีหรือวัดยะไข่ (วัดอาระกันหรือวัดพยาจี) เพื่อประดิษฐานพระมหามุนีและในปี พ.ศ.2422 สมัยพระเจ้าสีปอ ก่อนจะเสียเมืองพม่าให้อังกฤษได้เกิดไฟไหม้วัดทองคำ จึงทำให้ทองคำเปลวที่ปิดพระละลายเก็บเนื้อทองได้น้ำหนักถึง 700 บาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2426 ชาวพม่าได้เรี่ยไรเงินเพื่อบูรณะวัดขึ้นใหม่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมโดยสายการออกแบบของช่างชาวอิตาลีจึงนับได้ว่าเป็นวัดที่สร้างใหม่ที่สุดแต่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดในเมืองพม่า โดยรอบๆ ระเบียงเจดีย์ยังมีโบราณวัตถุที่นำไปจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งกรุงแตกครั้งที่ 1 จากนั้นกลับโรงแรมที่พัก 

    เช้ารับประทานอาหาร ณ โรงแรมที่พัก

    • นำท่านสู่พระราชวังหลวงมัณฑะเลย์(Mandalay Palace)โดยพระเจ้ามินดง สร้างขึ้นตามผังภูมิจักรวาลแบบพราหมณ์ปนพุทธ โดยสมมุติว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก (เขาพระสุเมรุ) เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ทิศ ใจกลางพระราชวังเป็นห้องพระมหาปราสาท ยอดปราสาทหุ้มด้วยแผ่นทองซ้อนกัน 7 ชั้น สูง 78 เมตร รอยอดีตสุดท้ายก่อนพม่าเสียเมืองให้แก่อังกฤษ 

    เที่ยงรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคาร เมนูพิเศษ...เป็ดย่าง

    • จากนั้นเดินทางสู่เมืองสกายน์ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำอิรวดี ตรงข้ามกับเมืองอังวะ เมืองสกายน์มีวัดทางพุทธศาสนาที่สำคัญหลายแห่ง สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรของชาวไทยใหญ่(ค.ศ. 1315–1364) เคยเป็นเมืองหลวงของพม่าระหว่างปี ค.ศ. 1760 ถึง 1763 ปกครองโดยพระเจ้ามังลอกเปลี่ยนพาหนะในการเดินทางเป็นรถสองแถวเพื่อเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาสกายน์ ซึ่งเป็นภูเขาขนาดกลาง มีความสวยงามด้านทัศนียภาพ สามารถมองเห็นเจดีย์ต่างๆ ที่กระจายรายล้อมอยู่โดยรอบ สุดสายตาจะเป็นแม่น้ำอิระวดี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของเมืองนี้ 
    • จากนั้นนำทุกท่านชมเจดีย์อูมินทงแส่ หรือวัด 30 ถ้ำ(UminThonse Pagoda or 30 Caves Pagoda) วัดนี้อยู่บริเวณช่วงกลางของเนินเขาสกายน์ ภายในจะมีพระพุทธรูปจำนวน 45 องค์ ประดิษฐานอยู่ด้านในเรียงกันเป็นครึ่งวงกลม มีทางเดินโค้งคู่ไปกับพระพุทธรูปด้านนอกมีการทาสีสันสดใสพร้อมลวดลายปูนปั้น
    • นำท่านสู่วัดซุนอูพอนยาชิน วัดนี้มียอดเจดีย์สูงถึง 29 เมตร ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ภายนอกรอบๆวัดสามารถเดินชมวิวได้ ซึ่งบริเวณนี้ถือเป็นจุดชมวิวของเมือง นอกจากจะเห็นวิวของแม่น้ำอิระวดีที่สวยงดงามแล้ว มองลงมาก็จะเห็นเหล่าวัดและเจดีย์มากมายในบริเวณเขาสกายน์แห่งนี้ ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเมือง เพราะจะเห็นเมืองโดยรอบ 360 องศา 
    • จากนั้นนำท่านชมเจดีย์กองมูดอว์ (KaungHmuDaw Pagoda) หรือวัดเจดีย์นมสาว สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1636 โดยพระเจ้าตาหลู่น เพื่อใช้ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ทรงของเจดีย์คล้ายทรงครึ่งวงกลมคว่ำ เป็นศิลปะในแบบของชาวสิงหล หรือเรียกอีกอย่างว่าเจดีย์ทรงลังกา องค์เจดีย์มีความสูง 46 เมตร เส้นรอบวงวัดได้ 274 เมตร เนื่องจากรูปทรงเจดีย์ค่อนข้างแปลกตา คล้ายกับนมของหญิงสาว จึงเป็นที่มาของชื่อเจดีย์นมสาว เดิมเจดีย์จะมีสีขาวแต่ปัจจุบันตัวเจดีย์มีการบูรณะใหม่ ถูกทาให้เป็นสีทองทั้งหมดเพื่อความสวยงาม 
    • ได้เวลาอันสมควรนำท่านเดินทางสู่สนามบินมัณฑะเลย์
    • 19.15 น. ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ PG 714 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
    • 21.40 น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
    • ขอบพระคุณทุกท่านที่ใช้บริการ
฿12,999.00ราคา