Contact us

111/75 ซ.โพธิ์แก้วแยก 15

แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. 10240

Tel: 02-949-7331, 094-623-2641

  • logo b
  • Peru & Mexico Center
  • Let's Go Indo & India
  • America Center by คนไทย

© 2018 by Bless Wish Travel Intertrade Co.,Ltd.

CELEBRATION TURKEY 9D6N BY TK DEC18-JAN19

SKU: ZTBW201102

เมืองคัปปาโดเจีย - เมืองใต้ดิน - เมืองเกอราเม่ - พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เกอราเม่ - หุบเขาอุซิซาร์ - พิพิธภัณฑ์เมฟลาน่า - เมืองปามุคคาเล่ - ปราสาทปุยฝ้าย - เมืองโบราณเฮียราโพลิส - เมืองชานัคคาเล่ - นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นชมความสวยงามของเมืองโบราณเปอร์กามัม - วิหารอะโครโปลิส - วิหารโอลิมเปียน เซอุส                                 

 

ระยะเวลาท่องเที่ยว : 9 วัน 6 คืน

กำหนดการเดินทาง: 28 ธ.ค.61 - 5 ม.ค.62
ราคาเริ่มต้น 39,999บาท

 

รายละเอียดเพิ่มเติม PDF

  • วันที่หนึ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ประเทศไทย - ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี                     

    • 20.00 น. ขอเชิญทุกท่านพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ประเทศไทย อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ประตูทางเข้าหมายเลข 9 เคาน์เตอร์ U สายการบิน Turkish Airlines โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับ อำนวยความสะดวกตลอดขั้นตอนการเช็คอิน และ หัวหน้าทัวร์ให้คำแนะนำเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง
    • 23.50 น. นำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK69 (เที่ยวบินตรง)
    • ** ใช้เวลาบินประมาณ 9 ชั่วโมง 50 นาที บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน **

    วันที่สอง ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี - เมืองอังการ่า - สุสานอตาเติร์ก

    • 06.20 น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี 
    • นำท่านผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ** เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 4 ชั่วโมง **
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองอังการ่า (Ankara) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง) เมืองหลวงของประเทศตุรกี หรือที่มีชื่อตามประวัติศาสตร์ว่า Angora เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากเมืองอิสตันบูล เมืองอังการาตั้งอยู่ในเขต Central Anatolia ใจกลางประเทศตุรกีบนที่ราบสูงอนาโตเลีย โดยอยู่ห่างจากเมืองอิสตันบูลทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 450 กิโลเมตร เมืองอังการาเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลาง ส่วนราชการและสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ 
    • กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (อาหารพื้นเมือง)
    • นำท่านเดินทางสู่ สุสานอตาเติร์ก (Ataturk Mausoleum) เป็นอนุสรณ์สถานและสุสานของ Mustafa Kemal Ataturk ซึ่งเป็นผู้นำในสงครามการกอบกู้อิสรภาพของตุรกีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกีและประธานาธิบดีคนแรก และ เป็นสุสานของ Ismet Innonu ประธานาธิบดีคนที่ 2 ของตุรกี สุสานแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตุรกี สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1944-1953 มีความสำคัญกับประเทศเป็นอย่างมาก โดยถูกบันทึกลงธนบัตรลีร่าตุรกี ที่พิมพ์ระหว่างปี 1966-1987 และ 1999-2009 จะมีรูปสุสานอตาเติร์กแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ในธนบัตรอีกด้วย
    • ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม (อาหารพื้นเมือง)
    • นำคณะเข้าสู่ที่พัก Tourist Hotel , Ankara หรือเทียบเท่า

    วันที่สาม เมืองอังการ่า - เมืองคัปปาโดเจีย - เมืองใต้ดิน - เมืองเกอราเม่ - พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เกอราเม่ - หุบเขาอุซิซาร์ - โรงงานทอพรม - โรงงานเซรามิก - โรงงานเครื่องประดับ - ชมการแสดงโชว์ระบำหน้าท้อง  

    • เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองคัปปาโดเจีย (Cappadocia) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 50 นาที) เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่าง ทะเลดำ กับ ภูเขาเทารุส มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เส้นทางค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่ทอดยาวจากประเทศตุรกีไปจนถึงประเทศจีน เป็นพื้นที่พิเศษ ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว เกิดจากลาวาที่พ่นออกมา และเถ้าถ่านจำนวนมหาศาล กระจายไปทั่วบริเวณทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ขึ้นมาจากนั้นกระแสน้ำ ลม ฝน แดด และหิมะ ได้ร่วมด้วยช่วยกัน กัดเซาะกร่อนกินแผ่นดินภูเขาไฟไปเรื่อยๆ นับแสน นับล้านปี จนเกิดเป็นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย (คว่ำ) ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยาย จนชนพื้นเมืองเรียกขานกันว่า “ดินแดนแห่งปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimney) โดยชื่อ คัปปาโดเจีย (Cappadocia) เป็นชื่อเก่าแก่ภาษาฮิตไตต์ (ชนเผ่ารุ่นแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้) แปลว่า “ดินแดนม้าพันธุ์ดี” และในปัจจุบันนี้ก็ยังเลี้ยงม้ากันอยู่บริเวณนี้ อีกทั้ง ยังมีเมืองใต้ดินที่ซ่อนอยู่ใต้เมืองคัปปาโดเจียแห่งนี้ ถือเป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ขุดลึกลงไปถึง 10 ชั้น ประมาณ 90 เมตร และภายในเมืองใต้ดินยังแบ่งซอยเป็นห้องย่อย เฉพาะที่เมืองคัปปาโดเจียมีเมืองใต้ดินมากถึง 15 แห่งและถ้ารวมทั้งเมืองอื่นๆด้วยก็เกือบๆ 200 แห่งเลยทีเดียว และยังมีการขุดเชื่อมกันระหว่างแต่ละเมืองอีกด้วย ซึ่งภายในเมืองใต้ดินมีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องหมักไวน์ ห้องประชุม คอกสัตว์ โบสถ์ บ่อน้ำ บางห้องเป็นห้องโถงกว้างว่ากันว่าสามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน เลยทีเดียว ด้วยความอัศจรรย์ใต้พิภพแห่งนี้ เมืองคัปปาโดเจีย จึง ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1985 ได้ขึ้นทะเบียนเมืองใต้ดินแห่งเมืองคัปปาโดเจีย เป็นสถานที่มรดกโลกอีกด้วย 
    • กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (อาหารพื้นเมือง)
    • นำท่าน เข้าชม เมืองใต้ดิน (Underground City) เป็นสถานที่ที่ผู้นับถือศาสนาคริสต์ใช้หลบภัยชาวโรมัน ที่ต้องการทำลายร้างพวกนับถือศาสนาคริสต์ เป็นเมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ มีถึง 10 ชั้น แต่ละชั้นมีความกว้างและสูงขนาดเท่าเรายืนได้ ทำเป็นห้องๆ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องหมักไวน์ ห้องประชุม คอกสัตว์ โบสถ์ บ่อน้ำ บางห้องเป็นห้องโถงกว้างว่ากันว่าสามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน และระบบระบายอากาศที่ดี แต่อากาศค่อนข้างบางเบาเพราะอยู่ลึกและทางเดินบางช่วงอาจค่อนข้างแคบจนเดินสวนกันไม่ได้ ควรใช้ความระมัดระวังในการรับลงไปชม
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองเกอราเม่ (Goreme) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณของเมืองคัปปาโดเจีย ในตอนกลางของอานาโตเลีย ประเทศตุรกี เมืองเกอเรเม่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาตั้งแต่สมัยโรมัน และเป็นที่ที่ชาวคริสเตียนยุคแรกใช้ในการเป็นที่หลบหนีภัยจากการไล่ทำร้ายและสังหารก่อนที่คริสต์ศาสนาจะเป็นศาสนาที่ได้รับการประกาศว่าเป็นศาสนาของจักรวรรดิ ที่จะเห็นได้จากคริสต์ศาสนสถานจำนวนมากมายที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการทอพรม และ การผลิตเครื่องเซรามิกล้ำค่าแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก
    • นำท่าน เข้าชม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เกอราเม่ (Open Air Museum of Goreme) ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1985 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาโดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานของชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์
    • นำท่านเดินทางสู่ หุบเขาอุซิซาร์ (Uchisar Valley) หุบเขาคล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งหุบเขาดังกล่าวมีรูพรุน มีรอยเจาะ รอยขุด อันเกิดจากฝีมือมนุษย์ไปเกือบทั่วทั้งภูเขา เพื่อเอาไว้เป็นที่อยู่อาศัย และถ้ามองดีๆจะรู้ว่าอุซิซาร์ คือ บริเวณที่สูงที่สุดของบริเวณโดยรอบ ดังนั้นในอดีตอุซิซาร์ ก็มีไว้ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเอาไว้สอดส่องข้าศึกยามมีภัยอีกด้วย 
    • นำท่านเดินทางสู่ โรงงานทอพรม (Carpet Factory) , โรงงานเซรามิก (Ceramic Factory) และ โรงงานเครื่องประดับ (Jewelly Factory) เพื่อให้ท่านได้ชมการสาธิตกรรมวิธีการผลิตสินค้าพื้นเมืองที่มีคุณภาพและชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าได้ตามอัธยาศัย
    • ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม (อาหารพื้นเมือง) พร้อม ชมการแสดงโชว์ระบำหน้าท้อง (Belly Dance) ซึ่งเป็นการเต้นรำที่เก่าแก่อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 6,000 ปี ในดินแดนแถบอียิปต์และเมดิเตอร์เรเนียน นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ชนเผ่ายิปซีเร่ร่อนคือคนกลุ่มสำคัญที่ได้อนุรักษ์ระบำหน้าท้องให้มีมาจนถึงปัจจุบัน และการเดินทางของชาวยิปซีทำให้ระบำหน้าท้องแพร่หลาย มีการพัฒนาจนกลายเป็นศิลปะที่โดดเด่น สวยงาม จนกลายมาเป็นระบำหน้าท้องตุรกีในปัจจุบัน
    • นำคณะเข้าสู่ที่พัก Burcukaya Cave , Cappadocia (โรงแรมสไตล์ถ้ำ) หรือเทียบเท่า
    • ** ท่านควรเตรียมกระเป๋าสัมภาระใบเล็ก เพื่อแยกสัมภาระสำหรับค้างคืนที่โรงแรมสไตล์ถ้ำ 1 คืน เพื่อความสะดวก **

    วันที่สี่ เมืองคัปปาโดเจีย - เมืองคอนย่า - ที่พักของกองคาราวานในสมัยโบราณ - พิพิธภัณฑ์เมฟลาน่า - เมืองปามุคคาเล่                                    

    • เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    • ** แนะนำโปรแกรมเสริมพิเศษ ไม่รวมอยู่ในราคาทัวร์ (Optional Tour) **
    • บอลลูนทัวร์ (Balloon Tour) ** สำหรับท่านที่สนใจขึ้นบอลลูนชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเจีย โปรแกรมเสริมพิเศษ จำเป็นต้องออกจากโรงแรม ประมาณ 04.30-05.00 น. โดยมีรถท้องถิ่นมารับไปขึ้นบอลลูน เพื่อชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเจียในอีกมุมหนึ่งที่หาชมได้ยาก ใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมไปขึ้นบอลลูน ประมาณ 30-45 นาที อยู่บนบอลลูนประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการขึ้นบอลลูน ท่านละ ประมาณ 250-300 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (USD.) ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โปรดทราบ ประกันอุบัติเหตุที่รวมอยู่ในโปรแกรมทัวร์ ไม่ครอบคลุมกิจกรรมพิเศษ ไม่ครอบคลุมการขึ้นบอลลูน และ เครื่องร่อนทุกประเภท ดังนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่าน **
    • รถจี๊บทัวร์ (Jeep Tour) ** สำหรับท่านใดที่สนใจชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเจียบริเวณภาคพื้นดิน โปรแกรมจำเป็นต้องออกจากโรงแรม ประมาณ 05.00-06.00 น. โดยมีรถท้องถิ่นมารับ เพื่อชมความสวยงามโดยรอบของเมืองคัปปาโดเจียบริเวณภาคพื้นดิน ในบริเวณที่รถเล็กสามารถตะลุยไปได้ ใช้เวลาอยู่บนรถจี๊บประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการนั่งรถจี๊บอยู่ที่ ท่านละ ประมาณ 100-150 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (USD.) ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โปรดทราบ ประกันอุบัติเหตุที่รวมอยู่ในโปรแกรมทัวร์ ไม่ครอบคลุมกิจกรรมพิเศษ ไม่ครอบคลุมการนั่งรถจี๊บ ดังนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่าน **
    • ** คำแนะนำ **
    • - เนื่องด้วยข้อกำหนดของเวลา ท่านอาจจำเป็นต้องเลือกซื้อแพ็คเกจทัวร์เสริมอย่างใด อย่างหนึ่ง 
    • - ท่านที่เมารถ กรุณาทานยาแก้เมารถล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนออกเดินทาง และ ควรแจ้งให้หัวหน้าทัวร์ทราบตั้งแต่ก่อนวันเดินทาง (ตั้งแต่อยู่ประเทศไทย เพื่อเตรียมยาแก้เมารถจากประเทศไทยไป)
    • - กิจกรรมนี้ ไม่อนุญาตให้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรง หรือ ตั้งครรภ์ เข้าร่วมโดยเด็ดขาด กรณีเกิดความเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการรับผิดชอบทุกกรณี
    • - สำหรับท่านที่สนใจเลือกซื้อโปรแกรมเสริมพิเศษ ท่านจำเป็นต้องพักผ่อนรอคณะอยู่ที่โรงแรมที่พัก 
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองคอนย่า (Konya) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเซลจุก ระหว่างทาง นำท่าน เข้าชม ที่พักของกองคาราวานในสมัยโบราณ (Caravansarai) เป็นสถานที่พักแรมของกองคาราวานตามเส้นทางสายไหมและชาวเติร์กสมัยออตโตมัน
    • นำท่าน เข้าชม  พิพิธภัณฑ์เมฟลาน่า (Mevlana Museum) เดิมเป็นสถานที่นักบวชในศาสนาอิสลามทำสมาธิ โดยการเดินหมุนเป็นวงกลมขณะฟังเสียงขลุ่ย ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็นสุสานของเมฟลาน่า เจลาลุคดิน รูมี่ อาจารย์ทางปรัชญาประจำราชสำนักแห่งสุลต่านอาเลดิน เคย์โคบาท ภายนอกเป็นหอทรงกระบอกปลายแหลมสีเขียวสดใส ภายในประดับฝาผนังแบบมุสลิม และยังเป็นสุสานสำหรับผู้ติดตาม สานุศิษย์ บิดา และบุตรของเมฟลาน่าด้วย 
    • กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (อาหารพื้นเมือง)
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองปามุคคาเล่ (Pamukkale) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง 50 นาที) เมืองที่มีน้ำพุเกลือแร่ร้อนไหลทะลุขึ้นมาจากใต้ดินผ่านซากปรักหักพังของเมืองเก่าแก่สมัยกรีกก่อนไหลลงสู่หน้าผา จนเกิดผลึกกึ่งสถาปัตยกรรมสีขาวขึ้นสวยงามแปลกตา
    • ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม (อาหารพื้นเมือง)
    • นำคณะเข้าสู่ที่พัก Ninova Thermal Hotel , Pamukkale หรือเทียบเท่า

    วันที่ห้า เมืองปามุคคาเล่ - ปราสาทปุยฝ้าย - เมืองโบราณเฮียราโพลิส - เมืองคูซาดาซี - โรงงานผลิตเครื่องหนัง

    • เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    • นำท่าน เข้าชม ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castel) ผลจากการไหลของน้ำพุเกลือแร่ร้อนนี้ได้ก่อให้เกิดทัศนียภาพของน้ำตกสีขาวเป็นชั้นๆหลายชั้นและผลจากการแข็งตัวของแคลเซียมทำให้เกิดเป็นแก่งหินสีขาวราวหิมะขวางทางน้ำเป็นทางยาว ซึ่งมีความงดงามมาก บริเวณเดียวกันเป็น เมืองโบราณเฮียราโพลิส (Hierapolis) เป็นเมืองโรมันโบราณที่สร้างล้อมรอบบริเวณที่เป็นน้ำพุเกลือแร่ร้อน ซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรค เมื่อเวลาผ่านไปภัยธรรมชาติได้ทำให้เมืองนี้เกิดการพังทลายลง เหลือเพียงซากปรักหักพังกระจายอยู่ทั่วไป บางส่วนยังพอมองออกว่าเดิมเคยเป็นอะไร เช่น โรงละคร แอมฟิเธียร์เตอร์ขนาดใหญ่ วิหารอพอลโล สุสานโรมันโบราณ เป็นต้น ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1988
    • กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (อาหารพื้นเมือง)
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองคูซาดาซี (Kusadasi) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที) เมืองท่าเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศตุรกี ในอดีตเมืองนี้เป็นเหมือนท่าเรือขนส่งสินค้า เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการผลิตเครื่องหนังคุณภาพสูงส่งออกทั่วโลก
    • นำท่านเดินทางสู่ โรงงานผลิตเครื่องหนัง (Leather Factory) ซึ่งประเทศตุรกีเป็นประเทศที่มีฐานการผลิตเครื่องหนังคุณภาพสูงที่สุดอันดับต้นๆของโลก ทั้งยังผลิตเสื้อหนังให้กับแบรนด์ดังในอิตาลี เช่น Versace , Prada , Michael Kors อีกด้วย อิสระให้ท่านเลือกชมผลิตภัณฑ์จากเครื่องหนัง และ สินค้าพื้นเมืองตามอัธยาศัย
    • ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม (อาหารพื้นเมือง)
    • นำคณะเข้าสู่ที่พัก Marina Hotel , Kusadasi หรือเทียบเท่า

    วันที่หก เมืองคูซาดาซี - เมืองเอฟฟิซุส - ห้องอาบน้ำโรมันโบราณ - หอสมุดเซลซุส - เมืองชานัคคาเล่ - นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นชมความสวยงามของเมืองโบราณเปอร์กามัม - วิหารอะโครโปลิส - วิหารโอลิมเปียน เซอุส - โรงละครอะโครโปลิส - วิหารเอสเคลปิออน

    • เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    • นำท่าน เข้าชม เมืองเอฟฟิซุส (Ephesus) เมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีเมืองหนึ่ง เคยเป็นที่อยู่ของชาวโยนก (Lonia) จากกรีกซึ่งอพยพเข้ามาปักหลักสร้างเมืองซึ่งรุ่งเรืองขึ้นในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยพวกเปอร์เซียและกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ภายหลังเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ได้สถาปนาเอฟฟิซุสขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน นำท่านเดินบนถนนหินผ่านใจกลางเมืองเก่าที่สองข้างทางเต็มไปด้วยซากสิ่งก่อสร้างเมื่อสมัย 2,000 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงละครกลางแจ้งที่สามารถจุผู้ชมได้กว่า 30,000 คน ซึ่งยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้ เข้าชม ห้องอาบน้ำโรมันโบราณ (Roman Bath) ที่ยังคงเหลือร่องรอยของห้องน้ำ ห้องอบไอน้ำ ให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ นำท่าน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กับ หอสมุดเซลซุส (Library of Celsus) มีความสวยงามเป็นเลิศ สร้างโดยติเบริอุส จูลิอุส อาควิลา อุทิศให้กับบิดา ชื่อ ติเบริอุส จูลิอุส เซลซุส ในปี 657-660 และได้ฝังโลงศพของบิดาที่ทำจากหินเอาไว้ใต้หอสมุดแห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 2015
    • กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (อาหารพื้นเมือง)
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองชานัคคาเล่ (Canakkale) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง) ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เดิมมีชื่อว่า โบกาซี่ (Bogazi) หรือ เฮลเลสปอนต์ (Hellespont) มีความยาว 65 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดกว้าง 1.3 กิโลเมตร เนื่องจากตั้งอยู่บนจุดแคบที่สุดของช่องแคบดาร์ดาแนลส์ ใกล้กับ แหลมเกลิโบลูของกรีซ บนฝั่งของ 2 ทะเลคือ ทะเลมาร์มารา และ ทะเลอีเจียนซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลมาร์มาร่าตัดกับทะเลอีเจียน เป็นที่ตั้งของเมืองทรอย 
    • นำท่าน นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นชมความสวยงามของเมืองโบราณเปอร์กามัม (Cable Car to Pergamum) ตั้งตระหง่านอยู่เหนือตัวเมืองชานัคคาเล่ กว่า 1,000 ฟุต ในบริเวณอะนาโตเลียห่างจากทะเลอีเจียนประมาณ 30 ก.ม. ทางด้านเหนือของแม่น้ำไคซูส ซึ่งเป็นเมืองโบราณของกรีกที่มีความสำคัญของพวกเฮเลนนิสติก ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 2014 ซึ่งมีสถานที่สำคัญแต่โบราณกาล คือ วิหารอะโครโปลิส (Acropolis) ซึ่งเป็นที่ขนานนามถึงประหนึ่งดังดินแดนแห่งเทพนิยายในสรวงสวรรค์ บริเวณเดียวกัน คือ วิหารโอลิมเปียน เซอุส (Naos tou Olimpiou Dios - Olympieion) ปัจจุบันนี้เหลือแต่ส่วนฐานเท่านั้น แท่นบูชาถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เปอร์กามัมที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ชม โรงละครอะโครโปลิส (Theater of Acropolis) เป็นโรงละครที่ชันที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในทำเลที่สวยงามที่สุด จุผู้ชมได้มากถึง 10,000 คน อะโครโปลิส แปลว่า นครบนที่สูง ซึ่งเป็นโครงสร้างฐานในการป้องกันเมืองของอาณาจักรกรีกและโรมัน ซึ่งผู้ตั้งถิ่นฐานในสมัยนั้นมักเลือกที่สูง ซึ่งมักจะเป็นเนินเขาที่ด้านหนึ่งเป็นผาชัน และกลายเป็นศูนย์กลางของมหานครใหญ่ ที่เติบโตรุ่งเรืองอยู่บนที่ราบเบื้องล่างที่รายล้อมป้อมปราการเหล่านี้ ชม วิหารเอสเคลปิออน (Asklepion) อยู่เบื้องล่างทางตะวันตกของตัวเมือง สร้างถวายเอสเคลปิออสเทพแห่งการแพทย์
    • ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม (อาหารพื้นเมือง)
    • นำคณะเข้าสู่ที่พัก Iris Hotel , Canakkale หรือเทียบเท่า

    วันที่เจ็ด เมืองชานัคคาเล่ - เมืองทรอย - ม้าไม้จำลองแห่งเมืองทรอย - ท่าเรือกัลป์ลิโพลี - นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากช่องแคบดาร์ดะแนลล์ จากฝั่งเมืองชานัคคาเล่ สู่ เมืองอิสตันบูล - เมืองอิสตันบูล - พระราชวังโดลมาบาห์เช – ล่องเรือช่องแคบบอสฟอรัส - ตลาดสไปซ์ บาซาร์)

    • เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองทรอย (Troy) เมืองที่มีชื่อเสียงเล่าขายสืบต่อกันมาตั้งแต่ในอดีต ถูกสร้างขึ้นมาประมาณ 4,000 ปีที่แล้ว นำท่าน เข้าชม เมืองโบราณทรอย (Troy Ancient City) ดินแดนสงครามอันเลื่องลือ ที่โอเมอร์ได้เรียบเรียงไว้ในมหากาพย์อีเลียดและโอดิสชี ที่ถูกทำลายจนวอดวายจากกองทัพกรีก เวลาผ่านไปกว่า 3,000 ปี จึงได้มีการขุดค้นซากเมืองโบราณทรอยโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมันชื่อเฮนริค ชไลแมนน์ ในปี 1870 ปัจจุบันเหลือเพียงซากที่ทับถมซ้อนกันถึง 9 ชั้น และอนุสรณ์อันยิ่งใหญ่อย่างม้าไม้จำลองแห่งเมืองทรอย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1998 นำท่าน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กับ ม้าไม้จำลองแห่งเมืองทรอย (Wooden Horse of Troy) ม้าไม้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดจากมหากาพย์ภาพยนตร์เรื่อง ทรอย (Troy) ที่ชาวกรีกใช้อุบายส่งม้าไม้ให้เมืองทรอยเพื่อเป็นของกำนัล แต่ความจริงแอบบรรจุคนมาในม้าไม้เพื่อเข้ามาเปิดประตูเมืองทรอย ให้ทหารเข้ามาตีตัวเมืองจนทำให้เมืองทรอยล่มสลาย ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์อันชาญฉลาดด้านกลการศึกของนักรบโบราณ
    • นำท่านเดินทางสู่ ท่าเรือกัลป์ลิโพลี (Gallipoli Pier) เพื่อ นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากช่องแคบดาร์ดะแนลล์ จากฝั่งเมืองชานัคคาเล่ สู่ เมืองอิสตันบูล (Ferry Cruise of Dardanelles from Canakkale to Istanbul) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) 
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองอิสตันบูล (Istanbul) เป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศตุรกี มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษตั้งแต่ก่อนคริสตกาล มีทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) และทวีปเอเชีย (ฝั่งอนาโตเลีย) สถาปัตยกรรมอันงดงามผสมผสานทั้ง 2 ทวีป ทำให้เมืองอิสตันบูลมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์พิเศษ อีกทั้งพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งอิสตันบูล ฝั่งทวีปยุโรป ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1986
    • กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (อาหารพื้นเมือง)
    • นำท่าน เข้าชม พระราชวังโดลมาบาห์เช (Dolmabahce Palace) สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมซิด (Abdul Mecit) ในปี 2399 ใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง ด้วยศิลปะแบบตะวันออกผสมผสานกับตะวันตก ตัวอาคารยาวถึง 600 เมตร ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มาราบริเวณช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีปยุโรป จุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้คือ มีการประดับตกแต่งด้วยความประณีตวิจิตรตระการตา มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ พรม โคมไฟ เครื่องแก้วเจียระไน และรูปเขียน รูปถ่าย ในโอกาสพิเศษต่างๆ และที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ โคมไฟแชนเดอเลียร์ ของขวัญจากประเทศอังกฤษที่สั่งทำจากแก้วคริสทัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหนักถึง 5,000 กิโลกรัม ประดับดวงไฟ มากมายถึง 750 ดวง , พรมทอมือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากช่างฝีมือชั้นเลิศของประเทศตุรกี โดย Cinar , เสาหินอ่อนบันไดทางขึ้นห้องโถงตรงราวทำด้วยไม้วอลนัต ลูกกรงราวบันไดทำด้วยแก้วคริสทัล , เครื่องแก้วเจียระไนจากโบฮีเมียนที่ดีที่สุดของประเทศสาธารณรัฐเช็ก , หินอ่อนจากอียิปต์มาทำห้องอาบน้ำ (ซาวน่า) ในรูปแบบที่เรียกว่า เตอร์กิชบาธ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่ประดับประดาอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ คือเฟอร์นิเจอร์ที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมในโลก ที่น่าสังเกตคือมีนาฬิกาวางประดับไว้มากมาย ทุกเรือนจะชี้บอกเวลา 09:06 น. อันเป็นเวลาที่ประธานาธิบดีมุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2484 และมีรูปภาพเหมือนของสุลต่านหลายพระองค์ที่น่าสนใจคือ รูปสุลต่านอับดุล อาซิส ผู้มีรูปร่างใหญ่มาก สูง 195 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 200 กิโลกรัม โปรดกีฬามวยปล้ำ ขี่ม้า ยิ่งธนู เป็นสุลต่านองค์แรกที่เสด็จเยือนต่างประเทศ เช่น อียิปต์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมนี ออสเตรีย และฮังการี ที่น่าทึ่งและประหลาดใจก็คือ ทุกๆ อย่างในพระราชวังเป็นของดั้งเดิม ไม่ได้ถูกขโมยหรือทำลายเสียหาย การเข้าชมภายในพระราชวังจำเป็นต้องเข้าชมเป็นคณะ เป็นรอบๆ ที่กำหนดตามเวลา มีมัคคุเทศก์ของวังนำชมทีละห้องทีละอาคาร มีเจ้าหน้าของวังที่คอยควบคุมอยู่ท้ายคณะ คอยดูแลไม่ให้แตกแถวไม่ให้อยู่ห้องใดห้องหนึ่งนานเกินไป ไม่ให้จับต้องสิ่งของต่างๆ และต้องสวมถุงพลาสติกคลุมรองเท้าทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นปาร์เกต์อันสวยงามต้องสึกหรอ รวมทั้งพื้นพรมอันล้ำค่าเสียหาย บริเวณรอบนอกยังมีประตูทางเข้า หอนาฬิกา สวนริมทะเล อุทยานดอกไม้ น้ำพุ สระน้ำ รูปปั้น รูปสลักต่างๆ วางประดับไว้อย่างลงตัว น่าชื่นชมในรสนิยมของสุลต่านแห่งออตโตมันเป็นอย่างยิ่ง ** เวลาเปิด-ปิด 09.00-16.00 น. (ปิดทุกวันพฤหัสบดี) **
    • นำท่าน ล่องเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Cruise) ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ (The Black Sea) กับทะเลมาร์มาร่า (Sea of Marmara) โดยมีความยาวประมาณ 32 กิโลเมตรความกว้างเริ่มตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 กิโลเมตร ช่องแคบนี้ ถือว่าเป็นจุดบรรจบกันของสุดขอบทวีปยุโรปและสุดขอบทวีปเอเชีย ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย ขณะล่องเรือท่านจะได้เพลิดเพลินกับทัศนีย์ภาพอันสวยงามของริมฝั่งช่องแคบแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโดลมาบาห์เชหรือบ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐีแห่งประเทศตุรกีทั้งหลาย    
    • เดินทางสู่ ตลาดสไปซ์ บาซาร์ (Spice Bazaar) หรือตลาดเครื่องเทศตั้งอยู่ใกล้กับสะพานกาลาตา ที่นี่ถือเป็นตลาดในร่มและเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเมืองอิสตันบูล สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1660 โดยเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้าเยนี คามี สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่คือเครื่องเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีถั่วคุณภาพดีชนิดต่างๆ รังผึ้ง น้ำมันมะกอก ไปจนถึงเสื้อผ้าเครื่องประดับอีกด้วย
    • ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม (อาหารพื้นเมือง หรือ อาหารทะเล เช่น ปลา)
    • นำคณะเข้าสู่ที่พัก Ramada Encore Hotel, Istanbul หรือเทียบเท่า

    วันที่แปด เมืองอิสตันบูล - สุเหร่าสีน้ำเงิน - ฮิปโปโดรม - วิหารเซนต์โซเฟีย - อุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาทัน - สไปซ์บาซาร์ - ร้านเตอร์กิช ดีไลท์ - ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี                 

    • เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
    • ** ข้อกำหนด โปรดแต่งกายด้วยชุดสุภาพ สำหรับการเข้าชมสุเหร่า และ จำเป็นต้องต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชม**
    • สุภาพสตรี : ควรสวมกางเกงขายาวคลุมข้อเท้า เสื้อแขนยาวคลุมข้อมือ มิดชิดไม่รัดรูป และเตรียมผ้าสำหรับคลุมศีรษะ
    • สุภาพบุรุษ : ควรสวมกางเกงขายาว และ เสื้อแขนยาว ไม่รัดรูป
    • นำท่าน เข้าชม สุเหร่าสีน้ำเงิน (Blue Mosque) หรือ ชื่อเดิมคือ สุเหร่าสุลต่านห์อาร์เหม็ดที่ 1 (Sultan Ahmed Mosque) การเข้าชมสุเหร่าทุกแห่งจะต้องถอดรองเท้า ถอดหมวก ถอดแว่นตาดำ เป็นการเคารพสถานที่ ถ่ายรูปได้ ห้ามส่งเสียงดัง และกรุณาทำกิริยาให้สำรวม สุเหร่านี้สร้างในปี 2152 เสร็จปี 2159 (1 ปีก่อนสุลต่านอาห์เหม็ดสิ้นพระชนม์ด้วยอายุเพียง 27 พรรษา) มีหอเรียกสวด อยู่ 6 หอ เป็นหอคอยสูงให้ผู้นำศาสนาขึ้นไปตะโกนร้องเรียกจากยอด เพื่อให้ผู้คนเข้ามสวดมนต์ตามเวลาในสุเหร่า ชื่อสุเหร่าสีน้ำเงินภายในประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าจากอิซนิค ลวดลายเป็นดอกไม้ต่างๆ เช่น กุหลาบ ทิวลิป คาร์เนชั่น เป็นต้น ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ภายในมีที่ให้สุลต่านและนางในฮาเร็มทำละหมาดและสวดมนต์โดยเฉพาะ มีหน้าต่าง 260 บาน สนามด้านหน้าและด้านนอกจะเป็นที่ฝังศพของกษัตริย์และพระราชวงศ์และจะมีสิ่งก่อสร้างที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั่วไป เช่น ห้องสมุด โรงพยาบาล โรงอาบน้ำ ที่พักกองคาราวาน โรงครัวสาธารณะคุลีเรีย (Kulliye)
    • นำท่าน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กับ ฮิปโปโดรม (Hippodrome) คือสิ่งก่อสร้างจากสมัยกรีกซึ่งใช้เป็นสนามแข่งม้า และการแข่งขันขับรถศึก (Chariot Racing) โดยคำว่า ฮิปโปส และ โดรโมส ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในภาษาฝรั่งเศสด้วย หมายถึง การแข่งขันม้าใจกลางเมืองมอสโคว์ (Central Moscow Hippodrome) น่าเสียดายที่เหลือแต่ซากปรักหักพังของ ฮิปโปโดรมของกรุงคอนสแตนติโนเปิลในอดีต หรือ อิสตันบลูในปัจจุบัน แม้จะยิ่งใหญ่และเก่าแก่ในสมัยโบราณสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 203-330 แต่ปัจจุบันเหลือเพียง เสา 3 ต้น คือ เสาคอนสแตนตินที่ 7 (Column of Constantine VII) สร้างเมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ แต่บูรณะเมื่อศตวรรษที่ 10 เสาต้นที่ 2 คือ เสางู ที่เชื่อว่าสร้างก่อนคริสกาลมา 479 ปี เป็นรูปสลักงู 3 ตัวพันกัน จากเมือง เดลฟี (Delphi) แล้วถูกขนย้ายมาตั้งที่นี่เมื่อ ศตวรรษที่ 4 ปัจจุบันเหลือเพียงครึ่งต้น และเสาต้นสุดท้ายคือ เสา อิยิปต์ หรือเสาโอเบลิส (Obelisk of Thutmose) สร้างในช่วงก่อนคริสตกาลประมาณ 390 ปี มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็ม หรือ เสาปลายแหลม ลักษณะของเสาโอเบลิสก์จะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว ฐานของเสาจะกว้างและค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ยอดบนสุดจะเป็นลักษณะเหมือนปิรามิด และมักนิยมหุ้มหรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ เหล็ก หรือ ทองแดง เป็นต้น เสาโอเบลิสก์เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ เป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้า ปกติจะนิยมสร้างขึ้นเป็นคู่ ตั้งอยู่ ณ บริเวณทางเข้าวิหาร ตัวอย่างเช่นที่ วิหารลักซอร์ หรือ วิหารคาร์นัค เป็นต้น บริเวณรอบๆเสาโอเบลิสก์จะแกะสลักเป็นร่องลึกด้วยอักษรเฮียโรกลิฟฟิค บอกเล่าถึงฟาโรห์ผู้สร้าง และเรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า ดังนั้น เสาโอเบลิสก์จึงเป็นเสมือนหนึ่งเสาอนุสรณ์ บ่งบอกถึงนัยยะแห่งที่ตั้งของสถานที่สำคัญ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์โบราณ
    • นำท่าน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก กับ วิหารเซนต์โซเฟีย (St. Sophia) หรือ สุเหร่าฮาเกีย โซเฟีย (Hagia Sophia) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง เป็นโบสถ์คาทอลิก สร้างในสมัยพระเจ้าจัสติเนียน มีหลังคาเป็นยอดกลมแบบโม เสาในโบสถ์เป็นหินอ่อน ภายในติดกระจกสี เมื่อเติร์กเข้าครองเมือง ได้เปลี่ยนโบสถ์นี่ให้เป็นสุเหร่าในปี ค.ศ. 1453 ฉาบปูนทับกำแพงที่ปูด้วยโมเสกเป็นรูปพระเยซูคริสต์และสาวก ภายหลังทางการได้ตกลงให้วิหารฮาเกีย โซเฟีย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่วันนี้คงบรรยากาศของความเก่าขลังอยู่เต็มเปี่ยม โดยเฉพาะโดมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกซึ่งมีพื้นที่โล่งภายในใหญ่ที่สุดในโลก ก่อสร้างด้วยการใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักของอาคารลงสู่พื้นแทนการใช้เสาค้ำยันทั่วไป นับเป็นเทคนิคการก่อสร้าง ที่ถือว่าล้ำหน้ามากในยุคนั้น (ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้วิหารฮาเกีย โซเฟีย ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง
    • นำท่าน เข้าชม อุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาทัน (Basilica Cistern , Yerebatan Saraya) สร้างในปี 532 ประมาณ 1476 ปีมาแล้ว รัชสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน สร้างขึ้นมาเพื่อทำการเก็บน้ำที่ไหลมาจากป่าเบลเกรด โดยมีท่อน้ำลำเลียงซึ่งเรียกว่า “Aqueduct” เพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในพระราชวัง อุโมงค์มีความจุน้ำได้มากถึง 80,000 ลูกบาศก์เมตร ขนาดของอุโมงค์ มีความยาว 141 เมตร กว้าง 73 เมตร มีเสาค้ำยัน 336 ต้น แต่ละต้นสูง 9 เมตร มีด้วยกัน 12 แถว (แถวละ 28 ต้น) ความห่างของแต่ละต้น คือ 4.9 เมตร จุดเด่นของอุโมงค์ดังกล่าวคือ เสาหยดน้ำตา (The Column of Tears) ซึ่งเป็นเสาที่มีลายแกะสลักเป็นรูปหยดน้ำตา และ เสาศีรษะเมดูซ่า (Medusa) ตามความเชื่อกรีกโบราณ เมดูซ่าเป็นนางปีศาจที่อาศัยอยู่ใต้ดิน เส้นผมของเมดูซ่าเป็น “งู” ตามตำนานหากใครมองเห็นใบหน้าเธอก็จะกลายเป็นหินในทันที แม้แต่ตัวเธอเอง หากมองเห็นตัวเองก็จะกลายร่างเป็นหินเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการแก้เคล็ดจึงมักเห็นศีรษะของเมดูซ่า ตั้งกลับหัวหรือตะแคง ดังนั้นการตั้งรูปแกะสลักดังกล่าวเป็นการตั้งไว้เพื่อให้ เมดูซ่าปกป้องอุโมงค์เก็บน้ำดังกล่าวนั้นเอง แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาแวะชมจำนวนมาก โดยปลายเส้นทางเดินก็คือการไปดูหัวเมดูซ่า และภายในอุโมงค์มีการเลี้ยงปลาไว้มากมาย นักท่องเที่ยวหลายท่านก็นิยมโยนเหรียญบ้าง เป็นไปได้ว่าอยากให้กลับมาอีกครั้ง ตามความเชื่อการโยนเหรียญในอ่างน้ำพุในเมืองโรม ประเทศอิตาลีนำท่านเดินทางสู่ สไปซ์บาซาร์ (Spice Bazaar) หรือตลาดเครื่องเทศตั้งอยู่ใกล้กับสะพานกาลาตา ที่นี่ถือเป็นตลาดในร่มและเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเมืองอิสตันบูล สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1660 โดยเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้าเยนี คามี สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่คือเครื่องเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีถั่วคุณภาพดีชนิดต่างๆ รังผึ้ง น้ำมันมะกอก ไปจนถึงเสื้อผ้าเครื่องประดับอีกด้วย
    • นำท่านเดินทางสู่ ร้านเตอร์กิช ดีไลท์ (Turkish Delight Shop) คือขนมหวานขึ้นชื่อของประเทศตุรกี ซึ่งคนท้องถิ่นเรียกกันว่าโลคุม (Lokum) เป็นขนมหวานทรงลูกเต๋าที่ประกอบขึ้นจากแป้งและน้ำตาล มักจะมีอัลมอนด์ ถั่วพิสทาชิโอ วอลนัท และแมคคาเดเมียผสมเข้าไปด้วย โดยส่วนมากหน้าตาจะมีสีชมพูเข้ม แต่ก็ดูจางลงไปทันทีเมื่อเสิร์ฟกับน้ำตาลไอซิ่งที่คลุกเคล้าประหนึ่งแป้งฝุ่น มีรสหวาน สอดแทรกด้วยความกรอบและมันของถั่วคุณภาพดี ชาวตุรกีนิยมทานคู่กับชาร้อน หรือ ชากลิ่นแอ๊ปเปิ้ล
    • นำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี 
    • 20.10 น. นำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK64 (เที่ยวบินตรง)
    • ** ใช้เวลาบินประมาณ 9 ชั่วโมง บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน **
    • ** อิสระอาหารกลางวัน และ ค่ำ เพื่อสะดวกแก่การเดินทางท่องเที่ยว **

    วันที่เก้า ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

    • 09.40 น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยสวัสดิภาพและความประทับใจ
฿39,999.00ราคา